วันเสาร์ที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2556

ความคลาดเคลื่อนในการวัด รู้ได้อย่างไร แก้อย่างไร หลอกกันอย่างไร

ความคลาดเคลื่อนในการวัด รู้ได้อย่างไร แก้อย่างไร หลอกกันอย่างไร การเขียนนี้เนื่องมาจากการสนทนา เกี่ยวกับการที่ค่า reliability สปส.อัลฟ่า ของตัวแปรหนึ่งมีค่าต่ำกว่าระดับที่ยอมรับได้(.70) แล้วเมื่อนำตัวแปรนี้มาใช้ในการวิเคราะห์โมเดลเชิงโครงสร้าง ความหมายของการใช้ได้หรือใช้ไม่ได้นี้เปลี่ยนไป หรือไม่ โดยที่บางคนเชื่อว่า “เปลี่ยนไป ในทางที่น่าจะดีขึ้น”

การกล่าวเช่นนี้ถูกต้อง หรือ ไม่ถูกต้อง ต้องมีคำอธิบาย ที่ชัดเจน อะไรคือ ความคลาดเคลื่อนในการวัด ตรงไปตรงมาที่สุด คือ สิ่งที่แสดงให้เห็นว่าเครื่องมือที่เราวัด ตัวแปรที่เราสนใจนั้นวัดได้ไม่สมบูรณ์เต็มร้อย มีหลายเห ตุผลของการเกิดความคลาดเคลื่อน แต่เหตุผลหลัก คือ ความคลาดเคลื่อนจากเครื่องมือวัด(บทความนี้จะกล่าวเน้นในประเด็นนี้) และความคลาดเคลื่อนจากการสุ่ม

 เราจะรู้ได้อย่างไร ว่ามีความคลาดเคลื่อนจากเครื่องมือวัดเกิดขึ้น ต้องดูจาก ค่า reliability ที่ต่อไปนี้จะเรียกว่า ความเชื่อมั่น หรือ เป็นค่าที่แสดงว่า คะแนนของคนคนหนึ่งมีความสอดคล้องกันหรือไม่ เมื่อ ใช้เครื่องมือนั้นวัดหลายครั้ง ทั้งนี้มีหลายวิธีการ ที่จะแสดงถึงความเชื่อมั่น ได้แก่ การใช้การทดสอบซ้ำ การใช้การทดสอบที่คู่ขนาน การแบ่งครึ่งข้อสอบ และการตรวจสอบความสอดคล้องภายใน ตัวหลังสุดนี้ที่เรารู้จักกันว่า สปส.อัลฟ่า ก่อนอื่นต้องเข้าใจ สปส. อัลฟ่า ว่าเป็นดัชนีที่มีข้อตกลงเบื้องต้น ว่าตัวแปรที่มีมิติเดี่ยว(single factor trait) ข้อคำถามแต่ละข้อมีความแปรปรวนใกล้เคียงกัน และ ข้อคำถามแต่ละข้อมีความสัมพันธ์กันในปริมาณที่ใกล้เคียงกัน และ ดังนั้นการที่ค่าอัลฟ่าต่ำหรือสูง ก่อนการตีความ ก็ต้องดูว่าลักษณะของข้อคำถามที่เราสร้าง มีลักษณะตรงกับข้อตกลงเบื้องตันหรือไม่ เช่นถ้าเราพบค่าอัลฟ่า มีค่า .90 แต่ข้อคำถามไม่เป็นไปตามข้อตกลงเบื้องต้น การแปลความอัลฟา ก็มีปัญหาในการแปลความ แต่ในขณะเดียวกัน เมื่อพบค่าอัลฟ่าต่ำก็ต้องดูข้อตกลงเบื้องต้น ว่าเป็นตามนั้นไหมถ้าเป็นไปตามนั้นแล้ว การปรับให้อัลฟ่าสูงขึ้นจึงมาเพิ่มจำนวนข้อ ไม่ใช่ว่าอะไร อะไร ก็เพิ่มข้อคำถามไปซะทุกครั้ง ทำแบบนั้นเรียนว่าการล่วงละเมิดทางสถิติ หรือ การใช้สถิติแบบผิดๆ 

ที่นี้ถ้าเรามีตัวแปรที่มีค่าอัลฟ่าต่ำ แล้วนำมาใช้ในการวิเคราะห์เพื่อทดสอบความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปร อันได้แก่การวิเคราะห์ถดถอย ถ้าตัวแปรดังกล่างเป็นตัวแปรต้นจะมีปัญหาต่อการประมาณค่า สปส. ถดถอย แต่ถ้าตัวแปรดังกล่าวเป็นตัวแปรตาม จะมีปัญหาต่อการทดสอบนัยสำคัญของ R เป็นต้น ที่นี้ถ้าเรานำตัวแปรมาใช้ที่มีค่าอัลฟ่าต่ำมาใช้ในการวิเคราะห์โมเดลเชิงโครงสร้างแบบใช้เป็นตัวแปรบ่งชี้ ของตัวแปรแฝงตัว จะทำให้อธิบายอัลฟ่าที่ต่ำนี้ ได้ดีขึ้นหรือไม่ 

ก่อนอื่นเราต้อง วิเคราะห์ก่อนว่า อัฟฟ่า เกี่ยวข้องกับ ความคลาดเคลื่อนจากการวัดอย่างไร ก็ต้องมีค่าสถิติเพื่ออีกหนึ่งตัวที่เรียกว่า standard error of measurement ต่อไปนี้จะเรียกย่อๆว่า SEM คำนวณจาก standard deviation(SD) คือ SEM=SD*(1-reliability) ซึ่งถ้าในการวิเคราะห์โมเดล เราปล่อยให้ ความคลาดเคลื่อนของตัวบ่งชี้ เป็นอิสระ(free) และปล่อยให้เกิดความสัมพันธ์กับ ความคลาดเคลื่อนของตัวแปรอื่นๆ เมื่อโมเดลกลมกลืนแล้ว พบว่าค่าความคลาดเคลื่อนของการวัดที่ประมาณค่าได้จากโมเดลเชิงสาเหตุมีค่าต่ำลง เราจะกล่าวได้ว่า เราอธิบายที่มาของความคลาดเคลื่อนที่คำนวณจากอัลฟ่า(SEM)ได้ดีขึ้น หรือไม่ ก็ต้องบอกว่าเป็นคนละประเด็นกัน

 คือ ตอนที่คำนวณ SEM จาก ค่า reliability ค่าที่ได้แสดงความคลาดเคลื่อนแบบใด ซึ่งแบ่งเป็น 2 แบบ คือ แบบเป็นระบบ และ แบบสุ่ม ซึ่งแบ่งเป็น 4 กลุ่มหลักๆ คือ 1) ความคลาดเคลื่อนที่เกี่ยวข้องกับตัวผู้สอบ เช่น ความกังวล แรงจูงใจ ในระหว่างทีทำสอบ 2) ความคลาดเคลื่อนที่มาจากตัวเครื่องมือวัด เช่น ความครอบคลุมของเนื้อหา ความกำกวมของข้อคำถาม 3) ความคลาดเคลื่อนที่เกี่ยวข้องกับการจัดสอบ ได้แก่ การขัดจังหวะระหว่างการสอบ การให้คะแนน 4) ความคลาดเคลื่อนที่เกี่ยวข้อง สิ่งแวดล้อม เช่นอุณหภูมิห้อง แสงไฟ

 แต่ ความคลาดเคลื่อนของตัวบ่งชี้ ที่ประมาณค่าได้จากการวิเคราะห์โมเดล แสดงอะไร คำตอบคือ แสดงว่ามีตัวแปรอื่นที่นอกเหนือจากตัวแปรแฝงที่มาอธิบายตัวบ่งชี้ ซึ่งอาจเป็น ตัวแปรอื่นในโมเดล หรือ นอกโมเดล หรือ ความคลาดเคลื่อน 1 ใน 4 ข้อที่กล่าวถึงข้างต้น แต่มิอาจบอกได้ว่า เป็นประเด็นเดี่ยวกันเพราะถ้า ตอนที่เราคำนวณค่า reliability แล้วมีค่าต่ำ อันเนื่องมาจากเหตุผลข้อ ใดก็ตามใน 4 ข้อที่กล่าวถึง การทำการวิเคราะห์โมเดลไม่สามารถใช้ในการเบี่ยงเบนประเด็นได้ นอกเสียจากว่า ผู้วิจัยจะวางแผนไว้ล่วงหน้าว่าจะอธิบายความคลาดเคลื่อน แต่ละตัวนั้นอย่างไร

วันพุธที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2556

การพัฒนาครูอย่างยั่งยืน

การพัฒนาครูอย่างยั่งยืน ด้วย Coaching & Mentoring วิทยากร: รศ.ดร.ดุษฎี โยเหลา ผู้สรุป: พิทักษ์ โสตถยาคม
           จุดมุ่งหมายในการพัฒนาครูก็เพื่อให้ครูเป็นครูที่ดีและเก่ง มีจิตวิญญาณความเป็นครู ทั้งนี้ก็เพื่อให้เป้าหมายสูงสุดคือ ให้เกิดผลดีกับผู้เรียน การพัฒนาครูในอดีตมักจะมีสำรับมาให้โดยระบุว่าครูต้องรู้อะไรและพัฒนาให้มีความรู้ เป็นการ บรรยายโดยผู้รู้ ช่วงของการพัฒนามักจัดช่วงปิดเทอมหรือจัดให้ครูเป็นการเฉพาะ (ไม่มีนักเรียนอยู่ในกระบวนการพัฒนาครู) หลังการพัฒนาครูนำความรู้ไปใช้ในโรงเรียนทั้งแบบทดลองนำไปใช้บ้างและไม่ได้ใช้เลยด้วยเหตุผลหลากหลาย หากจะจำแนกประเภทของความรู้ที่ครูได้รับ สามารถแบ่งได้เป็น 3 ประเภท คือ (1) ความรู้เพื่อการปฏิบัติ (Knowledge for Practices) ซึ่งความรู้ประเภทแรกนี้ส่วนใหญ่เป็นความรู้ส่วนใหญ่ที่ครูได้รับมาในการพัฒนาในอดีต เป็นความรู้ที่ได้มาจากการทำวิจัย หรือได้รับการยืนยันมาแล้วว่าเป็นความรู้ที่ใช้ได้ กิจกรรมที่จะให้ได้ความรู้ประเภทนี้คือการฟังบรรยายจากผู้รู้ การเข้าสัมมนา ให้อ่านหนังสือ รวมทั้งกิจกรรมการสังเกตการสอนจากครูต้นแบบ (2) ความรู้ในการปฏิบัติ (Knowledge in Practices) เป็นความรู้ที่ครูใช้อยู่ในการสอน ครูเป็นเจ้าของความรู้นั้น และครูต้องมีการทบทวนเพื่อสร้างความรู้ขึ้นมา มิฉะนั้นความรู้ในการปฏิบัตินี้จะไม่เกิดขึ้น อาจเป็นการทบทวนด้วยตนเอง หรือทบทวนร่วมกันกับครูผู้นำ ครูพี่เลี้ยง ก็ได้ และ(3) ความรู้ของการปฏิบัติ (Knowledge of Practices) เป็นความรู้ที่มีการสะสมอย่างเป็นรูปธรรม จากการทำ หรือทดลองหลายๆ ครั้งเพื่อศึกษาว่าอะไรดี อะไรผิดพลาดและมีการปรับปรุงแก้ไขต่อเนื่องจนเกิดเป็นความรู้ของการปฏิบัติ ในการพัฒนาครูควรปรับเปลี่ยนประเภทของความรู้ที่ครูส่วนใหญ่เคยได้รับในความรู้ประเภทที่ 1 ความรู้เพื่อการปฏิบัติ ไปสู่ความรู้ประเภทที่ 2 ความรู้ในการปฏิบัติ และประเภทที่ 3 ความรู้ของการปฏิบัติ

 ความแตกต่างของการพัฒนาครูโดยผู้พัฒนาที่แตกต่างกัน 3 แบบ ได้แก่ ผู้ฝึก(trainer) ผู้ชี้แนะ(coacher) และพี่เลี้ยง(mentor) โดยแบ่งเป็นการเปรียบเทียบ 2 คู่ คู่แรก ความแตกต่างของผู้ฝึกและผู้ชี้แนะ มีดังนี้ (1) ผู้ฝึก สิ่งที่ดำเนินการในการพัฒนาครู ประกอบด้วย การกำหนดวัตถุประสงค์ของการพัฒนา มีการให้การฝึก มีการอธิบายว่าต้องทำอะไรบ้าง มีการกำหนดทิศทางการพัฒนา และการให้ข้อมูลผลการพัฒนา (2) ผู้ชี้แนะ สิ่งที่ดำเนินการในการพัฒนาครู ประกอบด้วย การสร้างข้อตกลงร่วมกันระหว่างผู้ชี้แนะและผู้รับการชี้แนะ ช่วยพัฒนาแผนการพัฒนาด้วยการใช้คำถามและผู้ชี้แนะจะเป็นผู้รับฟังที่ดี มีการสังเกตและกระตุ้นหนุนนำให้ผู้เรียนได้ตัดสินใจเอง มีการถามว่าต้องทำอะไร มีการถามว่าผลการพัฒนาเป็นอย่างไร ซึ่งจะเห็นว่า ผู้ชี้แนะจะต้องฝึกการตั้งคำถามและอดทนรอคอยผลที่จะเกิดขึ้น

 ส่วนคู่ที่สอง ความแตกต่างของผู้ชี้แนะและพี่เลี้ยง มีดังนี้ (1) ผู้ชี้แนะ เน้นการปฏิบัติ (performance) เพื่อไปให้ถึงเป้าหมายที่ต้องการ มีบทบาทเป็นผู้สนับสนุนแบบมีวาระดังที่กำหนดไว้ ความสัมพันธ์ระหว่างผู้ชี้แนะและผู้รับการชี้แนะอาจมาพร้อมกับงานหรือตำแหน่ง สิ่งที่มีอิทธิพลต่อผู้รับการชี้แนะคือ ตำแหน่งของผู้ชี้แนะ ผลที่ได้จะเป็นการสร้างทีมที่เกี่ยวข้องกับงาน (2) การเป็นพี่เลี้ยง เน้นที่ตัวบุคคล มีบทบาทให้การสนับสนุนแต่ไม่มีวาระกำหนดไว้ น้องเลี้ยงสามารถเลือกพี่เลี้ยงได้เอง สิ่งที่จะมีอิทธิพลต่อน้องเลี้ยงคือ การรู้คุณค่าในกันและกัน ผลที่ได้รับเป็นจะเป็นการเรียนรู้ที่เกี่ยวข้องกับชีวิตแบบองค์รวม ดังนั้น ในทางปฏิบัติในการพัฒนาครูโดยการชี้แนะ และการมีพี่เลี้ยง ก็คือ (1) ต้องมีการตั้งเป้าหมายร่วมกัน (2) ต้องมีการทำ assessment ศึกษาว่าสภาพปัจจุบันเป็นอย่าง (3) เมื่อได้ข้อมูลแล้วแบ่งกลุ่มเป้าหมายของการพัฒนาออกเป็น 3 กลุ่ม คือ กลุ่มกลาง (ประมาณค่าเฉลี่ย) จะใช้การพัฒนาด้วยการชี้แนะ ส่วนกลุ่มสูงกว่าค่าเฉลี่ยจะใช้การพัฒนาด้วยการเป็นพี้เลี้ยง และกลุ่มที่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยจะพัฒนาด้วยการให้คำปรึกษาใกล้ชิด (counseling) ทั้งนี้ เป้าหมายของการช่วยพัฒนาครูให้ได้ความรู้ประเภทที่ 2 และ 3 โดยใช้หลักการพัฒนาที่ยึดครูเป็นศูนย์กลาง จะไม่บอกความรู้ให้ครู แต่จะให้ครูร่วมเรียนรู้ไปด้วยกัน จะมีการชี้แนะและการเป็นพี่เลี้ยงในกระบวนการพัฒนาครู โดยทั่วไปเมื่อกล่าวถึง coaching ก็จะพบว่ามีอยู่หลายแบบ อาทิ Peer Coaching, Group Coaching, Specialist Coaching, Head Coaching

 กระบวนการหนึ่งที่มีการกล่าวถึงมากในการพัฒนาครูของอเมริกาคือ PLC หรือ Professional Learning Community ลักษณะของกระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกันเช่นนี้ จะมีขนาดของกลุ่มประมาณ 6-15 คน หรือไม่เกิน 20 คน จะเริ่มต้นที่ “ใจ” เป็นกลุ่มการเรียนรู้ร่วมกันแบบสมัครใจ ของกลุ่มผู้ปฏิบัติงานที่มาพบกันอย่างสม่ำเสมอ และเรียนรู้จากการปฏิบัติงานร่วมกัน โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อมุ่งพัฒนาการปฏิบัติงาน โดยใช้การทบทวนตนเองและสะท้อนคิดสิ่งที่ได้ปฏิบัติ จะอยู่ทบทวนร่วมกันกับกลุ่ม กลุ่มจะร่วมรับผิดชอบต่อการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น สมาชิกกลุ่มมีบทบาทเท่าเทียม มีการทำงานเป็นทีม การดำเนินการนี้อาจไม่จำเป็นต้องมีคำสั่งแต่งตั้งให้ดำเนินการ กระบวนการสะท้อนตนเองนี้นับเป็นการแสวงหาความรู้ความจริงจากการปฏิบัติในลักษณะ Action Research ในการทำ Professional Learning Community (PLC) ในโรงเรียนต่างๆ ผู้ที่เป็น Coach หรือ Mentor จะต้อง (1) ลงไปศึกษา ณ โรงเรียน เพื่อให้รู้บริบทของโรงเรียน รู้ความต้องการ รู้ฐานเดิมว่ามีใครทำ PLC อยู่บ้างแล้ว มีกี่กลุ่ม บุคลากรคนใดสามารถช่วยแนะนำคนอื่นได้ ใครมีศักยภาพในการเชิญชวนคนอื่นๆ ให้เข้าร่วม PLC ได้ รู้ว่ามีจุดเด่นอะไร เป็นต้น (2) ต้องลงพื้นที่หลายๆ ครั้ง เพื่อให้เกิดความคุ้นเคยกับบุคลากรในโรงเรียน และทำความรู้จักคนในกลุ่มสร้างความคุ้นเคยระหว่างบุคลากรกับ Coach/ Mentor (3) ช่วยเสริมสร้าง PLC เช่น อาจพบว่ามี PLC กลุ่มสาระการเรียนรู้อยู่แล้ว ก็ช่วยค้นหาสิ่งที่ต้องการพัฒนา ช่วยกำหนดเป้าหมายและแผนการดำเนินงาน ช่วยให้มีการเก็บและวิเคราะห์ข้อมูลโดยอาจนำเครื่องมือประเมิน (assessment tools) ไปช่วย ช่วยจัดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้-แบ่งปัน (4) หมั่นไปร่วมกิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ชี้แนะ (coaching) เพื่อให้ครูบรรลุเป้าหมายที่ต้องการให้ได้ก่อน หลังจากนั้นผู้ที่เป็น coach หรือ mentor จึงค่อยสรุปในตอนท้ายว่าการดำเนินการจนครูบรรลุสิ่งที่ต้องการจำเป็นนี้มีรูปแบบของการดำเนินการอย่างไร

 กล่าวโดยสรุปได้ว่า PLC จะเป็นการร่วมกลุ่มกัน แบบตั้งใจที่จะพัฒนาร่วมกัน มีการพบกันสม่ำเสมอ เป็นกิจกรรมที่ต่อเนื่อง มี Protocol หรือข้อตกลงร่วมกันว่า จะมีการทำงานร่วมกันอย่างไร เช่น จะมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกันเดือนละกี่ครั้ง แต่ละครั้งให้สะท้อนคิด (reflection) เกี่ยวกับเป้าหมายที่ได้ตั้งไว้ ว่าได้ทำอะไรไปแล้ว และจะทำอะไรต่อไป การรวมกลุ่มจึงเน้นที่ความสมำเสมอ และความต่อเนื่อง ของผู้ปฏิบัติงาน ที่พัฒนาการปฏิบัติของตน และของกลุ่ม สรุปได้ว่า สิ่งสำคัญของกระบวนการพัฒนาครูเพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับครู ให้ครูเป็นครูที่สอนดี มีจิตวิญญาณความเป็นครูนำไปสู่การยกระดับคุณภาพการเรียนรู้ของผู้เรียน ผู้มีส่วนร่วมในการพัฒนาครูต้องรู้จักครูรายบุคคล รู้จุดเด่นจุดที่ควรพัฒนา เน้นครูเป็นศูนย์กลางของการพัฒนา มีการตั้งเป้าหมายของการพัฒนาร่วมกัน ไม่บอกความรู้ครู แต่ส่งเสริมให้ครูสร้างความรู้ด้วยตนเอง มุ่งก่อเกิดความรู้ในการปฏิบัติ (Knowledge in Practices) และความรู้ของการปฏิบัติ (Knowledge of Practices) และใช้กระบวนการมีส่วนร่วมและการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกันอย่างสม่ำเสมอต่อเนื่อง§

วันอาทิตย์ที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2556

แรงบันดาลใจ การมี การสร้าง และการดำรงไว้

นับแต่กลับมาเป็น ผู้บริหารสถาบันวิจัยพฤติกรรมศาสตร์ อีกครั้ง ก็ได้ยินเรื่องการสร้างแรงบันดาลใจ หลายครั้ง หลายหน และถึงกับเคยเข้าร่วมโครงการสร้างแรงบันดาลใจ จนกระทั่งกำลังต้องทำวิจัย เกี่ยวกับ แรงบันดาลใจของ
นิสิตบัณทิตศึกษาของมหาวิทยาลัย จึงต้องมาค้น คิด ใหม่ เกี่ยวกับ ประเด็นนี้

ในอดีต หลายปีมาแล้ว ตอนที่พวกเราหลายคนตั้งใจจะเขียนหนังสือเรื่องเด็กนักเรียนที่มีความสามารถพิเศษ เคยค้นและอ่านไว้เกี่ยวกับ ความอยากเป็นในอาชีพและการเรียน ตอนนั้น พบว่าเกี่ยวข้องกับคำว่า"aspiration" ซึ่ง หมายถึง ความคาดหวังว่าตนเองต้องการเป็นอะไรในอนาคต ทั้งในแง่ของการเรียน และ การประกอบอาชีพ เช่น ในตอนเด็ก เราอาจเคยอยากเป็นหมอ อยากเป็นนางสาวไทย อยากเป็นครู ตัวแปรนี้ มีสาเหตุที่เกี่ยวข้อง คือ ภูมิหลังของครอบครัว การสนับสนุนของผู้ปกครอง และครูก็มีส่วนด้วยเช่นกัน สำหรับเด็กที่มีความสามารถพิเศษตัวแปรนี้มีความสำคัญต่อเขา มากกว่าในกลุ่มเด็กปกติ เพราะเป็นตัวทำนายความสำเร็จในการเรียนได้อย่างดี โดยพบว่าเด็กที่มีความสามารถพิเศษที่มี ความคาดหวังที่ชัดเจนกว่า จะมีแรงจูงในการเรียนมากกว่าด้วย จึงเป็นเรื่องดี ถ้าพ่อแม่ผู้ปกครอง จะเป็นต้นแบบให้ลูกเกิด aspiration

แต่ดูเหมือนว่า แรงบันดาลใจ(inspiration)เป็นจิตลักษณะอีกตัวหนึ่ง ที่เรามีอยู่ และมีความสำคัญต่อ การประสบความสำเร็จในชีวิตและการทำงาน โดยที่ความหมายของแรงบันดาลใจนี้เป็นตัวผลักให้เรา ได้ฉุกคิด ได้รู้ ได้เปลี่ยนจากสิ่งที่ทำอยู่ ไปในทิศทางที่ดี ครูอาจสร้างให้เด็กเกิดแรงบันดาลใจในการเรียนรู้ โดยเปลี่ยนจาก เรียนไปวันๆ เป็นเรียนอย่างใส่ใจ กระตือรือร้น ผู้บริหารอาจเปลี่ยนคนทำงานไปวันๆ ให้เป็นคนทำงานทุ่มเท ผู้ฝึกนักกีฬาอยากเปลี่ยนนักกีฬาให้ฝึกซ้อมอย่างสมำ่เสมอโดยยินดี หรือศิลปิน อาจสร้างผลงานยอดเยี่ยมจากการมีแรงบันดาลใจนี้ ชักจะน่าสนใจแล้วใช่ไหม แรงบันดาลใจจึงไม่ใช่แรงธรรมดา แต่มีความพิเศษที่จะผลักให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่พิเศษได้

เราจะมีได้อย่างไร มีได้ จากการดู อ่าน ฟัง การมีปฎิสัมพันธ์ แล้วเกิดการเปลี่ยนแปลงไปตามลำดับได้แก่ เกิดความตระหนักรู้ มีอารมณ์ประทับใจ ซาบซึ้งในสิ่งเรา้ ที่ได้ดู ฟัง เห็น นั้นๆ ในชั่วขณะนั้นบางคนอาจเกิดการเปลี่ยนแปลงในทันที และตั้งจิตมั่นที่จะดำรงความเปลี่ยนแปลงนั้นแม้จะมีอุปสรรคใดก็ไม่เปลี่ยนความตั้งใจนั้นได้ แต่ ในบางคนอาจไม่สามารถดำรงแรงบันดาลใจนั้นไว้ได้อย่างต่อเนื่อง ถ้าไม่มีการจัดการที่เหมาะสม ใครมีบทบาทในการสร้างให้เกิด และดำรงไว้ ของแรงบันดาลใจบ้าง อันดับแรกคือตัวเรา ในการใช้ชีวิตของเราควรหมั่นทบทวนตัวเองว่าตัวเองมีเป้าหมายในชีวิตอย่างไร และหมั่นหา ค้นหา แสวงหา ประสบการณ์ที่จะสร้างแรงบันดาลใจให้แก่ตัวเรา อันนี้อาจจะเกี่ยวข้องกับ การที่เรามี ความคาดหวังที่เราต้องการเป็น(aspiration) เช่น เราอยากเป็นนักปราชญ์ เป็นผู้รู้ เป็นผู้เรียนจบปริญาเอก เราก็ต้องหมั่นอ่านงานดีๆ พบและพูดคุยกับคนเก่ง นอกจากนี้ คนที่มีบทบาทสำคัญในการสร้างแรงบันดาลใจและรักษาแรงบันดาลใจให้คนอื่น คือครู พ่อแม่ ผู้บริหาร และสื่อสังคม

วันอาทิตย์ที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

Philosophical essay


ในการเรียนวิชาปรัชญาทางพฤติกรรมศาสตร์ ซึ่งเป็นวิชาบังคับสำหรับนักศึกษาปรัชญาดุษฎีบัญทิต นักศึกษาต้องฝึกฝนการเขียนในหลายๆรูปแบบ ที่ทำกันอยู่แล้วคือการเขียนสรุปสิ่งที่ได้เรียนรู้จากการฟัง การคิด และการค้นคว้าเพิ่มเติม โดยการเขียนนี้เป็นการแสดงความสามารถในการสรุป และฝึกสะท้อนความคิดในเชิงเห็นประโยชน์  และเชื่อมโยงกับประสบการณ์เดิมของแต่ละคน แต่ยังมิใช่การเขียนเชิงปรัชญา แล้วการเขียนเชิงปรัชญา เป็นอย่างไร
ลักษณะที่ไม่ใช่ความเรียงเชิงปรัชญา( philosophical essay) คือ ไม่ใช่รายงานการวิจัย ไม่ใช่การเขียนเพื่อแสดงความเห็นของผู้เขียน ไม่ใช่รายงานในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ไม่ใช่เป็นการเขียนเกี่ยวกับข้อค้นพบหรือการทบทวนวรรณกรรมจากที่เก่าหรือใหม่สุด แต่เป็นการเขียนความเรียงเพื่อการให้เหตุผลป้องกัน หรือปกป้อง “thesis” ของผู้เขียน  ผู้เขียนต้องการชักชวนด้วยเหตุผลที่ทำให้ผู้อ่านให้ยอมรับ “thesis”  ของผู้เขียน
 ดังนั้นก่อนอื่นผู้เขียนคงต้องตั้ง “ thesis” ของตนก่อน  แล้ว thesis มาจากไหน  ก็อาจมาจากความคิดของนักปรัชญาบางคนที่ผู้เขียนหยิบยกมาเพื่อจะเขียนสนับสนุน หรือเพื่อโต้แย้ง เช่น  ผู้เขียนอาจหยิบความคิดของ  Adam Smith, Karl Marx,   Aristotle หรือนักปรัชญาอื่นๆ ก็ได้  หรือ thesis อาจเป็นความคิดของผู้เขียนในประเด็นใดประเด็นหนึ่งก็ได้  Thesis เป็นข้อสรุปที่ผู้เขียนต้องการให้ผู้อ่านยอมรับ
ประเภทของความเรียงเชิงปรัชญา อาจแบ่งเป็น 2 อย่างคือ ประเภทแรก เป็นการให้นำเสนอ บรรยาย และอธิบาย arguments โดยละเว้นการวิพากษ์ ผู้เขียนพยายามที่จะแสดง argument ที่ครอบคลุมมาชักจูงให้เห็นชอบกับ thesisที่ตั้งไว้นั้น เรียกว่า การเขียน แบบ expository  ประเภทที่สอง เป็น การเขียนที่ผู้เขียนต้องนำเสนอ บรรยายและ อธิบาย arguments อย่างละเอียดเหมือนการเขียนประเภทแรกแล้วจึงเริ่มวิพากษ์ หรือ ประเมิน  argument นั้นทุกอัน  เรียกว่า การเขียนแบบ argumentative นักศึกษาระดับปริญญาเอกควรได้ฝึกการเขียนในประเภทที่สองให้มาก
การเขียน thesis สำหรับ ประเภทของความเรียง จะแตกต่างกัน เช่น “  Aristotle  endorses a virtue theory of morality “ เป็น thesis ของการเขียนแบบ expository แต่ “ I will argue that Aristotle’s moral theory fails because it does not provide adequate account of specific moral actions” เป็น thesis ของการเขียนในแบบ argumentative จะเห็นว่า ใน thesis หลังมีการแสดงจุดยืนของผู้เขียนในการวิพากษ์ความคิดของอริสโตเตล และแสดงจุดยืนนั้นออกมาชัดเจน
โครงสร้างของการเขียนอาจมีลักษณะดังนี้ 1) ส่วนนำ เป็นการกล่าว ประเด็นที่กำลังจะเขียน  และกล่าวถึง thesis ของผู้เขียน และกล่าวโดยย่อว่าจะมีการนำเสนอในลักษณะอย่างไร 2) การเขียนแบบ expository 3) การเขียนวิพากษ์ 4 ) การสรุป เป็นการให้ภาพย่อ อีกครั้งหนึ่งของทั้งสามหัวข้อข้างต้น ไม่ควรเปิดประเด็นอื่น ตรงนี้เคยเห็นมานับครั้งไม่ถ้วนที่การสรุปไม่เกี่ยวข้องกับการเขียนในส่วนต้นๆเลย
แค่นี้ก่อนนะ เอาไว้เขียนตอนสอง

วันพฤหัสบดีที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2554

มาตรฐานการเขียนบทความ

นักวิชาการ อาจารย์มหาวิทยาลัย ผู้จะสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโท ระดับปริญญาเอก ต้องเขียนบทความทางวิชาการ และบทความวิจัยลงตีพิมพ์ในวารสารทางวิชาการที่มีมาตรฐานในระดับต่างๆ เช่นระดับประเทศ ระดับนานาชาติจากถ้าใครเคยอ่านบทความวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสารทั้ง 2 ระดับจะเห็นว่า วารสารแต่ละฉบับจะกำหนดการจัดเตรียมต้นฉบับ กำหนดรูปแบบของการเขียน หัวข้อที่ต้องเขียน ผู้เขียนต้องรู้ว่าในแต่ละหัวข้อที่ต้องเขียนนั้น ควรเขียนอะไรบ้าง
สมาคมทางวิชาการด้านจิตวิทยา และการศึกษา ได้จัดตั้งกลุ่มทำงานเพื่อกำหนดมาตรฐานการเขียนที่ควรแก่การเรียนรู้และนำไปปฏิบัติ ดังนี้
ที่มาของปัญหาการวิจัย ในวารสารบางที่เรียกชื่อต่างกัน เช่นบทนำ ภูมิหลัง บางวารสารก็ไม่กำหนดชื่อ แต่เป็นส่วนแรกของบทความ ในหัวข้อนี้ส่วนสำคัญคือ ระบุปัญหาที่จะวิจัย หรือประเด็นที่กำลังทำวิจัยในบริบทของปัญหานั้น และความสำคัญที่เราต้องทำวิจัยทั้งในเชิงทบ และการปฏิบัติ เขียนให้ชัดเจนว่าไปต่อความรู้เดิมอย่างไรโดยการเชื่อมโยงงานของเรากับงานวิจัยที่มีความอยู่ หรือระบุว่างานวิจัยจะทำให้เกิดผลดีอย่างไร จะไปช่วยแก้ปัญหาได้อย่างไร และผู้วิจัยจะใช้วิธีการอย่างไรในการตอบโจทย์วิจัย
นักเขียนมือใหม่ มักเขียนหัวข้อนี้โดยขาดการเชื่อมโยงปัญหาการวิจัยกับองค์ความรู้เดิม
วิธีวิจัย ในวารสารอาจเรียกว่า วิธีวิทยา วิธีวิจัย ในหัวข้อนี้ส่วนสำคัญคือ 1) ลักษณะของกลุ่มตัวอย่าง ขั้นตอนในการเลือกหน่วยตัวอย่าง เกณฑ์การเลือกเข้า หรือการคัดออก จำนวนหน่วยตัวอย่าง หลักฐานแสดงการยินยอมของผู้ให้ข้อมูล ในงายวิจัยที่ต้องการเปรียบเทียบกลุ่ม ต้องเขียนให้ชัดเจนว่ากลุ่มที่จะเปรียบเทียบมีจำนวนเท่าไร มีลักษณะเช่นใด 2) การรวบรวมข้อมูล เขียนให้ชัดเจนถึงประเภทของเครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูลเช่น แบบสอบถาม แบบทดสอบ การสังเกต การสัมภาษณ์ รวมทั้งคุณภาพของเครื่องมือ ช่วงเวลาที่ดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูล 3) การวัดตัวแปร ในงานวิจัยที่มีตัวแปรเชิงปริมาณ
นักวิจัยมือใหม่ ไม่แยกระหว่างประชากรและกลุ่มตัวอย่าง ไม่ระบุรายละเอียดของการได้กลุ่มตัวอย่างหรือผู้ร่วมวิจัย ไม่ระบุจำนวนและลักษณะเฉพาะที่สำคัญของกลุ่ม ไม่อธิบายว่าเครื่องมือเป็น แบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์ ในประเด็นใด และมีการตรวจสอบคุณภาพหรือไม่ พบผลเป็นอย่างไร ในกรณีที่มีการวัดตตัวแปรต้องมีการกำหนดนิยามและการวัดตัวแปรด้วย
ผลการวิจัย ในวารสารส่วนมากตั้งชื่อว่า ผลการวิจัยประกอบด้วย การระบุเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงของจำนวนตัวอย่าง และลักษณะเฉพาะของตัวอย่างในการวิจัย ผลการวิเคราะห์ข้อมูลตามวัตถุประสงค์ โดยต้องระบุเกี่ยวกับข้อมูลที่สูญหาย และการจัดการกับข้อมูลที่สูญหาย การกำหนดค่านัยสำคัญทางสถิติก่อนการเก็บข้อมูล ค่าสถิติที่สำคัญของการวิเคราะห์นั้นๆ เช่น ค่าสถิติเชิงพรรณณา และสถิติอ้างอิง ขนาดอิทธิพล การค้นพบที่ทำให้มีผลต่อการตีความค่าสถิติ ได้แก่ ผลการตรวจสอบข้อตกลงเบื้องต้นทางสถิติ เป็นต้น ถ้าผลการวิจัยมีความเชื่อมโยงและซับซ้อนต้องสรุปสรุปผลการวิจัยในภาพรวมด้วย
สำหรับงานวิจัยเชิงคุณภาพ ต้องกล่าวถึงขั้นตอนที่ใช้ในการสร้างข้อค้นพบ พร้อมหลักฐานที่สนับสนุนข้อค้นพบ กล่าวถึงความพยายามที่จะค้นหา ข้อค้นพบอื่นๆ การให้หลักฐานสนับสนุน อธิบาย ยืนยันข้อค้นพบ
การอภิปรายผล ประกอบด้วย1) การให้เหตุผลถึงสมมติฐานที่ได้รับการสนับสนุน และไม่ได้รับการสนับสนุน การกล่าวถึงความคล้ายคลึงและความแตกต่างระหว่างงานนี้กับงานของผู้อื่น 2) การตีความผล เป็นการเชื่อมโยงผลจากการวิจัยไปสู่ ทบ. โดยคำนึงถึง ความเที่ยงตรงภายในที่อาจเกิดขึ้นในกระบวนการวิจัย 3)การอ้างอิงสู่กลุ่มประชากร โดยคำนึงถึง ประชากรที่เป็นเป้าหมาย และบริบทของการวิจัย 4) ข้อเสนอแนะในการทำวิจัย การนำไปปฏิบัติ เป็นต้น

วันพุธที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2554

ขอบเขต ข้อตกลงเบื้องต้น ข้อจำกัดของการวิจัย

ในการทำวิจัย มีคำอยู่ 3 คำที่ใช้กันแบบเรื่อยเปื่อย ขาดความเข้าใจที่ชัดเจน หรือให้ความสำคัญน้อยไป ได้แก่ ขอบเขต ข้อตกลงเบื้องต้น และข้อจำกัด
ขอบเขตของงานวิจัย( boundary of research problem ) มักพบเจอในการเขียนบทที่ 1 การกำหนดขอบเขตของการวิจัยนี้ เกี่ยวข้องใกล้ชิด กับการกำหนดปัญหาการวิจัยที่ชัดเจน ลักษณะของขอบเขตของการวิจัยมีประเด็นที่ควรกล่าวถึง ประกอบด้วย ขอบเขตด้านกลุ่มตัวอย่างหรือ กลุ่มผู้ร่วมวิจัย ที่ต้องระบุว่ามีลักษณะเช่นใด เกี่ยวกับ ชาติพันธุ์ เพศ เศรษฐกิจและสังคมที่จะทำให้ผู้อ่านงานวิจัย หรือนักวิจัยเองทราบว่า การตีความข้อค้นพบหรือ ผลจากการวิจัย ทำภายในขอบเขตเช่นไร เช่น การวิจัยเพื่อสร้างโมเดล การออมเงินของ นักศึกษามหาวิทยาลัย ขอบเขตของการตีความก็อยู่ในบริบทของอายุ และสถานะทางเศรษฐกิจและสังคมของนักศึกษามหาวิทยาลัย ขอบเขตด้านทฤษฎี อาจประกอบด้วยการระบุชื่อของทฤษฎีที่ใช้ในการสร้างความสัมพันธ์เชิงโครงสร้าง การตีความต้องอยู่บนความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับทฤษฎีนั้น ในงานวิจัยระดับปริญญาเอก โท ของหลายมหาวิทยาลัยเวลาระบุเกี่ยวกับขอบเขตไปใส่หัวข้อว่ากลุ่มตัวอย่าง ตัวแปรต้น ตัวแปรตาม นั้นเป็นการเขียนที่บอกข้อมูลเกี่ยวกับขอบเขต แต่มิได้เป็นการระบุขอบเขตที่ควรทำเพราะให้ข้อมูลในระดับปฏิบัติการ มากการการให้ข้อมูลระดับconcept
ข้อตกลงเบื้องต้น (assumption) เป็นการเขียนในขั้นการวางแผนการวิจัยเช่นกัน เพื่อให้เกิดความชัดเจนเกี่ยวกับมุมมองของนักวิจัยในการใช้เครื่องมือต่างๆ สำหรับการวิจัยเช่น การใช้เครื่องมือในการเก็บข้อมูล การใช้เครื่องมือในการวิเคราะห์ข้อมูล ว่านักวิจัยมีความเชื่อในสิ่งที่เป็นฐานคิดว่าอย่างไร เช่น ผู้วิจัยเลือกใช้การเก็บข้อมูลโดยการสังเกตแบบมีส่วนร่วม เพราะผู้วิจัยมีฐานคิดว่า “reality” อยู่ที่ความเชื่อ ความคิด ของผู้ให้ข้อมูล ดังนั้นการได้ข้อมูลต้องเข้าไปสร้างความเป็นหนึ่งเดียวกับผู้ให้ข้อมูล ต้องไปเข้าใจวิธีคิดของผู้ให้ข้อมูล
ข้อจำกัด (limitation) เป็นการเขียนเมื่อผู้วิจัยทำวิจัยเสร็จสิ้นแล้ว และพบ ผลจากการวิจัย(บนขอบเขตและข้อตกลงเบื้องต้นที่กล่าวไปแล้ว) ที่มีข้อจำกัดอื่น ๆหรือจุดอ่อนของการวิจัยที่ผู้วิจัยต้องการให้ผู้อ่าน ผู้ใช้ผลงานวิจัย ได้พึงระวัง การเขียนข้อจำกัดของการวิจัยเขียน อาจเกี่ยวข้องหรือไม่เกี่ยวข้องกับ ขอบเขต หรือข้อตกลงเบื้องต้นก็ได้ เช่น ผู้วิจัยสรุปว่า เจตคติต่อพฤติกรรมฯ เป็น สาเหตุหลักของ พฤติกรรมอนุรักษ์น้ำ ข้อจำกัดของงานวิจัยอยู่ที่ ผลการวิจัยนี้อาจไม่สามารถใช้ได้กับเด็กวัยรุ่นเพศชาย(ในขอบเขตได้กล่าวไว้ว่า เป้าหมายของการศึกษาครั้งนี้คือกลุ่มตัวอย่างที่เป็นเด็กวัยรุ่นทั้งหมด) ทั้งนี้เนื่องจากในการสุ่มตัวอย่างสุ่มได้กลุ่มเพศชายน้อย อาจมีผลต่อการทดสอบนัยสำคัญ และการประมาณค่าขนาดของความสัมพันธ์ ดังนั้นในการศึกษาครั้งต่อไปควรมีการเก็บตัวอย่างในทั้ง 2 เพศให้เพียงพอ และทำการเปรียบเทียบขนาดความสัมพันธ์ด้วย
หรือข้อจำกัดอาจไม่เกี่ยวข้องกับขอบเขต หรือ ข้อตกลงเบื้องต้น เลยก็ได้ แต่เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นระหว่างการทำวิจัยที่อยู่นอกเหนือการควบคุมของนักวิจัยก็ได้ เช่น การเก็บข้อมูลช่วงยาว มีตัวอย่างขาดหายไป 30% จากนโยบายของทางราชการ ผู้วิจัยก็จำเป็นต้องเขียนว่าการหายไปนี้จะส่งผลต่อการสรุปผลการวิจัยอย่างไร

วันพุธที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2553

การวิจัยเชิงคุณภาพเชิงปรากฏการณ์นิยม ตอน 1

Intentionality and its analysis
การศึกษาตามแนวปรากฏการณ์นิยมนั้น ก่อนอื่นต้องเข้าใจก่อนว่าสิ่งที่ถูกศึกษาคืออะไร
สิ่งที่ถูกศึกษาเรียกว่า phenomenon คือ  ปรากฎการณ์อาจเป็นปรากฎการณ์ที่เราได้ประสบมาแล้ว หรือที่กำลังประสบอยู่
การศึกษานี้ ใช้การมีสำนึกรู้(conscious) ต่อปรากฎการณ์นั้น จากข้างต้นจะเห็นว่าการศึกษานี้มีส่วนสำคัญ 2 ส่วน ส่วนแรกคือ การที่เรามี การสำนึกรู้ และส่วนที่สองคือ สิ่งที่ถูกศึกษา (object)
ทั้งสองส่วนนี้มีส่วนประกอบย่อยลงไปอีกคือ การมีสำนึกรู้ อาจเป็น การรับรู้ การรู้สึก การตีความ การตัดสินคุณค่า และสิ่งที่ถูกศึกษาก็มีส่วนประกอบย่อยๆ ทั้งเป็นส่วนที่เป็น ชิ้น และเป็นสภาวะ (pieces and moments)
ในการที่จะพบแก่นของปรากฎการณ์ ต้องศึกษาผ่านประสบการณ์ของคน
ดังนั้นในการศึกษาเพื่ออธิบายรายละเอียดเกี่ยวกับประสบการณ์ หรือ จึงเป็น กระบวนการของการที่เรามีสำนึกรู้ในสิ่งที่เป็นส่วนต่างๆ ของเหตุการณ์ จากรู้บางส่วนจนกระทั้งรู้ทั้งหมด โดยผลที่ได้จากการศึกษาคือการพรรณนาสิ่งที่เป็นแก่นของประสบการณ์นั้นๆ และกระบวนการที่กล่าวถึงนี้เรียกว่า intentionality
ตัวอย่างที่ 1.
เรากำลังศึกษาเกี่ยวกับ ประสบการณ์ของพ่อกับการท้องลูกคนแรกของภรรยา
ในที่นี้ผู้เป็นเจ้าของประสบการณ์คือพ่อ ที่มี conscious ต่อ การท้องลูกคนแรกของภรรยาเขา จุดประสงค์ของการศึกษานี้คื่อต้องการพรรณาเกี่ยวกับตัวเขาเองว่ามีอะไรเกิดขึ้นกับเขาบ้างทั้งในแง่ของอาการทางกาย อาการทางอารมณ์ ความกลัว ความรู้สึกเมื่อเด็กคลอด เป็นต้น
ตัวอย่าง 2.
การศึกษาประสบการณ์ความกลัวของทหารผ่านศึก ผู้เป็นเจ้าของประสบการณ์คือทหารผ่านศึก ผู้ที่มี conscious คือ ทหารผ่านศึก สิ่งที่ถูกศึกษาคือ ความกลัว ที่อาจประกอบด้วย ความรู้สึกที่มีต่อ สภาพการณ์สงคราม ความประทับใจต่อเพื่อนทหาร ความกดดันต่อความเสี่ยง และอื่นๆ ผู้วิจัยเป็นผู้เก็บข้อมูลประสบการณ์เหล่านี้ ดังนั้นผู้เป็นเจ้าของประสบการณ์จึงต้องได้รับเกียรติเป็นผู้ร่วมวิจัย มิใช่เพียงผู้ให้ข้อมูลเท่านั้น

ทั้งสองตัวอย่างที่ยกมานี้เพื่อให้ผู้อ่านเข้าใจว่าการวิจัยแบบนี้เค้าให้ความสำคัญแก่ conscious, สิ่งที่เรากำลังมี conscious หรือ object และ ต้องรู้ว่าการมี conscious นั้นมีหลายประเภท อีกทั้ง สิ่งที่ถูกศึกษา ต้องรู้ว่ามีหลายด้านหลายองค์ประกอบ
ตอนต่อไป เป็นเรื่องของการวิเคราะห์ รอก่อนนะคะ