วันอาทิตย์ที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

Philosophical essay


ในการเรียนวิชาปรัชญาทางพฤติกรรมศาสตร์ ซึ่งเป็นวิชาบังคับสำหรับนักศึกษาปรัชญาดุษฎีบัญทิต นักศึกษาต้องฝึกฝนการเขียนในหลายๆรูปแบบ ที่ทำกันอยู่แล้วคือการเขียนสรุปสิ่งที่ได้เรียนรู้จากการฟัง การคิด และการค้นคว้าเพิ่มเติม โดยการเขียนนี้เป็นการแสดงความสามารถในการสรุป และฝึกสะท้อนความคิดในเชิงเห็นประโยชน์  และเชื่อมโยงกับประสบการณ์เดิมของแต่ละคน แต่ยังมิใช่การเขียนเชิงปรัชญา แล้วการเขียนเชิงปรัชญา เป็นอย่างไร
ลักษณะที่ไม่ใช่ความเรียงเชิงปรัชญา( philosophical essay) คือ ไม่ใช่รายงานการวิจัย ไม่ใช่การเขียนเพื่อแสดงความเห็นของผู้เขียน ไม่ใช่รายงานในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ไม่ใช่เป็นการเขียนเกี่ยวกับข้อค้นพบหรือการทบทวนวรรณกรรมจากที่เก่าหรือใหม่สุด แต่เป็นการเขียนความเรียงเพื่อการให้เหตุผลป้องกัน หรือปกป้อง “thesis” ของผู้เขียน  ผู้เขียนต้องการชักชวนด้วยเหตุผลที่ทำให้ผู้อ่านให้ยอมรับ “thesis”  ของผู้เขียน
 ดังนั้นก่อนอื่นผู้เขียนคงต้องตั้ง “ thesis” ของตนก่อน  แล้ว thesis มาจากไหน  ก็อาจมาจากความคิดของนักปรัชญาบางคนที่ผู้เขียนหยิบยกมาเพื่อจะเขียนสนับสนุน หรือเพื่อโต้แย้ง เช่น  ผู้เขียนอาจหยิบความคิดของ  Adam Smith, Karl Marx,   Aristotle หรือนักปรัชญาอื่นๆ ก็ได้  หรือ thesis อาจเป็นความคิดของผู้เขียนในประเด็นใดประเด็นหนึ่งก็ได้  Thesis เป็นข้อสรุปที่ผู้เขียนต้องการให้ผู้อ่านยอมรับ
ประเภทของความเรียงเชิงปรัชญา อาจแบ่งเป็น 2 อย่างคือ ประเภทแรก เป็นการให้นำเสนอ บรรยาย และอธิบาย arguments โดยละเว้นการวิพากษ์ ผู้เขียนพยายามที่จะแสดง argument ที่ครอบคลุมมาชักจูงให้เห็นชอบกับ thesisที่ตั้งไว้นั้น เรียกว่า การเขียน แบบ expository  ประเภทที่สอง เป็น การเขียนที่ผู้เขียนต้องนำเสนอ บรรยายและ อธิบาย arguments อย่างละเอียดเหมือนการเขียนประเภทแรกแล้วจึงเริ่มวิพากษ์ หรือ ประเมิน  argument นั้นทุกอัน  เรียกว่า การเขียนแบบ argumentative นักศึกษาระดับปริญญาเอกควรได้ฝึกการเขียนในประเภทที่สองให้มาก
การเขียน thesis สำหรับ ประเภทของความเรียง จะแตกต่างกัน เช่น “  Aristotle  endorses a virtue theory of morality “ เป็น thesis ของการเขียนแบบ expository แต่ “ I will argue that Aristotle’s moral theory fails because it does not provide adequate account of specific moral actions” เป็น thesis ของการเขียนในแบบ argumentative จะเห็นว่า ใน thesis หลังมีการแสดงจุดยืนของผู้เขียนในการวิพากษ์ความคิดของอริสโตเตล และแสดงจุดยืนนั้นออกมาชัดเจน
โครงสร้างของการเขียนอาจมีลักษณะดังนี้ 1) ส่วนนำ เป็นการกล่าว ประเด็นที่กำลังจะเขียน  และกล่าวถึง thesis ของผู้เขียน และกล่าวโดยย่อว่าจะมีการนำเสนอในลักษณะอย่างไร 2) การเขียนแบบ expository 3) การเขียนวิพากษ์ 4 ) การสรุป เป็นการให้ภาพย่อ อีกครั้งหนึ่งของทั้งสามหัวข้อข้างต้น ไม่ควรเปิดประเด็นอื่น ตรงนี้เคยเห็นมานับครั้งไม่ถ้วนที่การสรุปไม่เกี่ยวข้องกับการเขียนในส่วนต้นๆเลย
แค่นี้ก่อนนะ เอาไว้เขียนตอนสอง

วันพฤหัสบดีที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2554

มาตรฐานการเขียนบทความ

นักวิชาการ อาจารย์มหาวิทยาลัย ผู้จะสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโท ระดับปริญญาเอก ต้องเขียนบทความทางวิชาการ และบทความวิจัยลงตีพิมพ์ในวารสารทางวิชาการที่มีมาตรฐานในระดับต่างๆ เช่นระดับประเทศ ระดับนานาชาติจากถ้าใครเคยอ่านบทความวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสารทั้ง 2 ระดับจะเห็นว่า วารสารแต่ละฉบับจะกำหนดการจัดเตรียมต้นฉบับ กำหนดรูปแบบของการเขียน หัวข้อที่ต้องเขียน ผู้เขียนต้องรู้ว่าในแต่ละหัวข้อที่ต้องเขียนนั้น ควรเขียนอะไรบ้าง
สมาคมทางวิชาการด้านจิตวิทยา และการศึกษา ได้จัดตั้งกลุ่มทำงานเพื่อกำหนดมาตรฐานการเขียนที่ควรแก่การเรียนรู้และนำไปปฏิบัติ ดังนี้
ที่มาของปัญหาการวิจัย ในวารสารบางที่เรียกชื่อต่างกัน เช่นบทนำ ภูมิหลัง บางวารสารก็ไม่กำหนดชื่อ แต่เป็นส่วนแรกของบทความ ในหัวข้อนี้ส่วนสำคัญคือ ระบุปัญหาที่จะวิจัย หรือประเด็นที่กำลังทำวิจัยในบริบทของปัญหานั้น และความสำคัญที่เราต้องทำวิจัยทั้งในเชิงทบ และการปฏิบัติ เขียนให้ชัดเจนว่าไปต่อความรู้เดิมอย่างไรโดยการเชื่อมโยงงานของเรากับงานวิจัยที่มีความอยู่ หรือระบุว่างานวิจัยจะทำให้เกิดผลดีอย่างไร จะไปช่วยแก้ปัญหาได้อย่างไร และผู้วิจัยจะใช้วิธีการอย่างไรในการตอบโจทย์วิจัย
นักเขียนมือใหม่ มักเขียนหัวข้อนี้โดยขาดการเชื่อมโยงปัญหาการวิจัยกับองค์ความรู้เดิม
วิธีวิจัย ในวารสารอาจเรียกว่า วิธีวิทยา วิธีวิจัย ในหัวข้อนี้ส่วนสำคัญคือ 1) ลักษณะของกลุ่มตัวอย่าง ขั้นตอนในการเลือกหน่วยตัวอย่าง เกณฑ์การเลือกเข้า หรือการคัดออก จำนวนหน่วยตัวอย่าง หลักฐานแสดงการยินยอมของผู้ให้ข้อมูล ในงายวิจัยที่ต้องการเปรียบเทียบกลุ่ม ต้องเขียนให้ชัดเจนว่ากลุ่มที่จะเปรียบเทียบมีจำนวนเท่าไร มีลักษณะเช่นใด 2) การรวบรวมข้อมูล เขียนให้ชัดเจนถึงประเภทของเครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูลเช่น แบบสอบถาม แบบทดสอบ การสังเกต การสัมภาษณ์ รวมทั้งคุณภาพของเครื่องมือ ช่วงเวลาที่ดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูล 3) การวัดตัวแปร ในงานวิจัยที่มีตัวแปรเชิงปริมาณ
นักวิจัยมือใหม่ ไม่แยกระหว่างประชากรและกลุ่มตัวอย่าง ไม่ระบุรายละเอียดของการได้กลุ่มตัวอย่างหรือผู้ร่วมวิจัย ไม่ระบุจำนวนและลักษณะเฉพาะที่สำคัญของกลุ่ม ไม่อธิบายว่าเครื่องมือเป็น แบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์ ในประเด็นใด และมีการตรวจสอบคุณภาพหรือไม่ พบผลเป็นอย่างไร ในกรณีที่มีการวัดตตัวแปรต้องมีการกำหนดนิยามและการวัดตัวแปรด้วย
ผลการวิจัย ในวารสารส่วนมากตั้งชื่อว่า ผลการวิจัยประกอบด้วย การระบุเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงของจำนวนตัวอย่าง และลักษณะเฉพาะของตัวอย่างในการวิจัย ผลการวิเคราะห์ข้อมูลตามวัตถุประสงค์ โดยต้องระบุเกี่ยวกับข้อมูลที่สูญหาย และการจัดการกับข้อมูลที่สูญหาย การกำหนดค่านัยสำคัญทางสถิติก่อนการเก็บข้อมูล ค่าสถิติที่สำคัญของการวิเคราะห์นั้นๆ เช่น ค่าสถิติเชิงพรรณณา และสถิติอ้างอิง ขนาดอิทธิพล การค้นพบที่ทำให้มีผลต่อการตีความค่าสถิติ ได้แก่ ผลการตรวจสอบข้อตกลงเบื้องต้นทางสถิติ เป็นต้น ถ้าผลการวิจัยมีความเชื่อมโยงและซับซ้อนต้องสรุปสรุปผลการวิจัยในภาพรวมด้วย
สำหรับงานวิจัยเชิงคุณภาพ ต้องกล่าวถึงขั้นตอนที่ใช้ในการสร้างข้อค้นพบ พร้อมหลักฐานที่สนับสนุนข้อค้นพบ กล่าวถึงความพยายามที่จะค้นหา ข้อค้นพบอื่นๆ การให้หลักฐานสนับสนุน อธิบาย ยืนยันข้อค้นพบ
การอภิปรายผล ประกอบด้วย1) การให้เหตุผลถึงสมมติฐานที่ได้รับการสนับสนุน และไม่ได้รับการสนับสนุน การกล่าวถึงความคล้ายคลึงและความแตกต่างระหว่างงานนี้กับงานของผู้อื่น 2) การตีความผล เป็นการเชื่อมโยงผลจากการวิจัยไปสู่ ทบ. โดยคำนึงถึง ความเที่ยงตรงภายในที่อาจเกิดขึ้นในกระบวนการวิจัย 3)การอ้างอิงสู่กลุ่มประชากร โดยคำนึงถึง ประชากรที่เป็นเป้าหมาย และบริบทของการวิจัย 4) ข้อเสนอแนะในการทำวิจัย การนำไปปฏิบัติ เป็นต้น

วันพุธที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2554

ขอบเขต ข้อตกลงเบื้องต้น ข้อจำกัดของการวิจัย

ในการทำวิจัย มีคำอยู่ 3 คำที่ใช้กันแบบเรื่อยเปื่อย ขาดความเข้าใจที่ชัดเจน หรือให้ความสำคัญน้อยไป ได้แก่ ขอบเขต ข้อตกลงเบื้องต้น และข้อจำกัด
ขอบเขตของงานวิจัย( boundary of research problem ) มักพบเจอในการเขียนบทที่ 1 การกำหนดขอบเขตของการวิจัยนี้ เกี่ยวข้องใกล้ชิด กับการกำหนดปัญหาการวิจัยที่ชัดเจน ลักษณะของขอบเขตของการวิจัยมีประเด็นที่ควรกล่าวถึง ประกอบด้วย ขอบเขตด้านกลุ่มตัวอย่างหรือ กลุ่มผู้ร่วมวิจัย ที่ต้องระบุว่ามีลักษณะเช่นใด เกี่ยวกับ ชาติพันธุ์ เพศ เศรษฐกิจและสังคมที่จะทำให้ผู้อ่านงานวิจัย หรือนักวิจัยเองทราบว่า การตีความข้อค้นพบหรือ ผลจากการวิจัย ทำภายในขอบเขตเช่นไร เช่น การวิจัยเพื่อสร้างโมเดล การออมเงินของ นักศึกษามหาวิทยาลัย ขอบเขตของการตีความก็อยู่ในบริบทของอายุ และสถานะทางเศรษฐกิจและสังคมของนักศึกษามหาวิทยาลัย ขอบเขตด้านทฤษฎี อาจประกอบด้วยการระบุชื่อของทฤษฎีที่ใช้ในการสร้างความสัมพันธ์เชิงโครงสร้าง การตีความต้องอยู่บนความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับทฤษฎีนั้น ในงานวิจัยระดับปริญญาเอก โท ของหลายมหาวิทยาลัยเวลาระบุเกี่ยวกับขอบเขตไปใส่หัวข้อว่ากลุ่มตัวอย่าง ตัวแปรต้น ตัวแปรตาม นั้นเป็นการเขียนที่บอกข้อมูลเกี่ยวกับขอบเขต แต่มิได้เป็นการระบุขอบเขตที่ควรทำเพราะให้ข้อมูลในระดับปฏิบัติการ มากการการให้ข้อมูลระดับconcept
ข้อตกลงเบื้องต้น (assumption) เป็นการเขียนในขั้นการวางแผนการวิจัยเช่นกัน เพื่อให้เกิดความชัดเจนเกี่ยวกับมุมมองของนักวิจัยในการใช้เครื่องมือต่างๆ สำหรับการวิจัยเช่น การใช้เครื่องมือในการเก็บข้อมูล การใช้เครื่องมือในการวิเคราะห์ข้อมูล ว่านักวิจัยมีความเชื่อในสิ่งที่เป็นฐานคิดว่าอย่างไร เช่น ผู้วิจัยเลือกใช้การเก็บข้อมูลโดยการสังเกตแบบมีส่วนร่วม เพราะผู้วิจัยมีฐานคิดว่า “reality” อยู่ที่ความเชื่อ ความคิด ของผู้ให้ข้อมูล ดังนั้นการได้ข้อมูลต้องเข้าไปสร้างความเป็นหนึ่งเดียวกับผู้ให้ข้อมูล ต้องไปเข้าใจวิธีคิดของผู้ให้ข้อมูล
ข้อจำกัด (limitation) เป็นการเขียนเมื่อผู้วิจัยทำวิจัยเสร็จสิ้นแล้ว และพบ ผลจากการวิจัย(บนขอบเขตและข้อตกลงเบื้องต้นที่กล่าวไปแล้ว) ที่มีข้อจำกัดอื่น ๆหรือจุดอ่อนของการวิจัยที่ผู้วิจัยต้องการให้ผู้อ่าน ผู้ใช้ผลงานวิจัย ได้พึงระวัง การเขียนข้อจำกัดของการวิจัยเขียน อาจเกี่ยวข้องหรือไม่เกี่ยวข้องกับ ขอบเขต หรือข้อตกลงเบื้องต้นก็ได้ เช่น ผู้วิจัยสรุปว่า เจตคติต่อพฤติกรรมฯ เป็น สาเหตุหลักของ พฤติกรรมอนุรักษ์น้ำ ข้อจำกัดของงานวิจัยอยู่ที่ ผลการวิจัยนี้อาจไม่สามารถใช้ได้กับเด็กวัยรุ่นเพศชาย(ในขอบเขตได้กล่าวไว้ว่า เป้าหมายของการศึกษาครั้งนี้คือกลุ่มตัวอย่างที่เป็นเด็กวัยรุ่นทั้งหมด) ทั้งนี้เนื่องจากในการสุ่มตัวอย่างสุ่มได้กลุ่มเพศชายน้อย อาจมีผลต่อการทดสอบนัยสำคัญ และการประมาณค่าขนาดของความสัมพันธ์ ดังนั้นในการศึกษาครั้งต่อไปควรมีการเก็บตัวอย่างในทั้ง 2 เพศให้เพียงพอ และทำการเปรียบเทียบขนาดความสัมพันธ์ด้วย
หรือข้อจำกัดอาจไม่เกี่ยวข้องกับขอบเขต หรือ ข้อตกลงเบื้องต้น เลยก็ได้ แต่เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นระหว่างการทำวิจัยที่อยู่นอกเหนือการควบคุมของนักวิจัยก็ได้ เช่น การเก็บข้อมูลช่วงยาว มีตัวอย่างขาดหายไป 30% จากนโยบายของทางราชการ ผู้วิจัยก็จำเป็นต้องเขียนว่าการหายไปนี้จะส่งผลต่อการสรุปผลการวิจัยอย่างไร

วันพุธที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2553

การวิจัยเชิงคุณภาพเชิงปรากฏการณ์นิยม ตอน 1

Intentionality and its analysis
การศึกษาตามแนวปรากฏการณ์นิยมนั้น ก่อนอื่นต้องเข้าใจก่อนว่าสิ่งที่ถูกศึกษาคืออะไร
สิ่งที่ถูกศึกษาเรียกว่า phenomenon คือ  ปรากฎการณ์อาจเป็นปรากฎการณ์ที่เราได้ประสบมาแล้ว หรือที่กำลังประสบอยู่
การศึกษานี้ ใช้การมีสำนึกรู้(conscious) ต่อปรากฎการณ์นั้น จากข้างต้นจะเห็นว่าการศึกษานี้มีส่วนสำคัญ 2 ส่วน ส่วนแรกคือ การที่เรามี การสำนึกรู้ และส่วนที่สองคือ สิ่งที่ถูกศึกษา (object)
ทั้งสองส่วนนี้มีส่วนประกอบย่อยลงไปอีกคือ การมีสำนึกรู้ อาจเป็น การรับรู้ การรู้สึก การตีความ การตัดสินคุณค่า และสิ่งที่ถูกศึกษาก็มีส่วนประกอบย่อยๆ ทั้งเป็นส่วนที่เป็น ชิ้น และเป็นสภาวะ (pieces and moments)
ในการที่จะพบแก่นของปรากฎการณ์ ต้องศึกษาผ่านประสบการณ์ของคน
ดังนั้นในการศึกษาเพื่ออธิบายรายละเอียดเกี่ยวกับประสบการณ์ หรือ จึงเป็น กระบวนการของการที่เรามีสำนึกรู้ในสิ่งที่เป็นส่วนต่างๆ ของเหตุการณ์ จากรู้บางส่วนจนกระทั้งรู้ทั้งหมด โดยผลที่ได้จากการศึกษาคือการพรรณนาสิ่งที่เป็นแก่นของประสบการณ์นั้นๆ และกระบวนการที่กล่าวถึงนี้เรียกว่า intentionality
ตัวอย่างที่ 1.
เรากำลังศึกษาเกี่ยวกับ ประสบการณ์ของพ่อกับการท้องลูกคนแรกของภรรยา
ในที่นี้ผู้เป็นเจ้าของประสบการณ์คือพ่อ ที่มี conscious ต่อ การท้องลูกคนแรกของภรรยาเขา จุดประสงค์ของการศึกษานี้คื่อต้องการพรรณาเกี่ยวกับตัวเขาเองว่ามีอะไรเกิดขึ้นกับเขาบ้างทั้งในแง่ของอาการทางกาย อาการทางอารมณ์ ความกลัว ความรู้สึกเมื่อเด็กคลอด เป็นต้น
ตัวอย่าง 2.
การศึกษาประสบการณ์ความกลัวของทหารผ่านศึก ผู้เป็นเจ้าของประสบการณ์คือทหารผ่านศึก ผู้ที่มี conscious คือ ทหารผ่านศึก สิ่งที่ถูกศึกษาคือ ความกลัว ที่อาจประกอบด้วย ความรู้สึกที่มีต่อ สภาพการณ์สงคราม ความประทับใจต่อเพื่อนทหาร ความกดดันต่อความเสี่ยง และอื่นๆ ผู้วิจัยเป็นผู้เก็บข้อมูลประสบการณ์เหล่านี้ ดังนั้นผู้เป็นเจ้าของประสบการณ์จึงต้องได้รับเกียรติเป็นผู้ร่วมวิจัย มิใช่เพียงผู้ให้ข้อมูลเท่านั้น

ทั้งสองตัวอย่างที่ยกมานี้เพื่อให้ผู้อ่านเข้าใจว่าการวิจัยแบบนี้เค้าให้ความสำคัญแก่ conscious, สิ่งที่เรากำลังมี conscious หรือ object และ ต้องรู้ว่าการมี conscious นั้นมีหลายประเภท อีกทั้ง สิ่งที่ถูกศึกษา ต้องรู้ว่ามีหลายด้านหลายองค์ประกอบ
ตอนต่อไป เป็นเรื่องของการวิเคราะห์ รอก่อนนะคะ

วันเสาร์ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2553

Grounded theory-Ethno-Pheno ตอน 2

ตอนที่ 1 ของเรื่องนี้ได้กล่าวถึง ontology ของวิธีวิทยาทั้งสามวิธีไปแล้ว กล่าวสรุปได้ว่า เมื่อนักวิจัยคิดถึงคำถามการวิจัยของตัวเอง แล้วตอบได้ว่า สิ่งที่กำลังจะศึกษาเป็นความเป็นจริง(reality)ในแบบใด เป็นแบบถูก-ผิด เป็นแบบที่เป็นจริงในบริบทหนึ่งๆหรือ เป็นแบบที่เกิดจากการตีความของคนที่เป็นเจ้าของความเป็นจริงในเรื่องนั้น
ดังนั้นในแง่ของ ontology งานที่ศึกษาโดย GT จะมีความเป็น positivism มากกว่าอีก 2 วิธี คือเหมาะสำหรับการวิจัยที่ต้องการแสวงหาความจริง(truth) ต้องการจะสร้างคำอธิบายให้กับความจริงนั้น ในขณะที่ ethnography ก็เป็นการเข้าใจปรากฏการณ์ ในขณะที่ Phenomenology พรรณนาสิ่งที่เป็นแก่นของประสบการณ์ โดย ที่ความเป็นจริงในความเชื่อของ Phenomenology นี้ ต่างจากความเป็นจริงของ GT มากที่สุด ทีนี้ก็ต้องมาถามว่าผู้วิจัยตั้งอยู่บนฐานของความเชื่อกลุ่มใด

ในบทความตอน 2 จะกล่าวถึง epistemology ซึ่งหมายถึง ตัวความรู้(knowledge) ผู้ที่เป็นเจ้าของความรู้ และความสัมพันธ์ระหว่างนักวิจัยกับความรู้ เนื่องจากบทความนี้เขียนมาจาก การถกเถียงที่ไม่เข้าใจตรงกันของผู้นิยม ethnology กับผู้นิยม GT ดังนั้นจึงต้องกล่าวถึงนิยามของ ethnography สักเล็กน้อยเนื่องจากอาจมีความเข้าใจไม่ตรงกัน การวิจัยเชิงชาติพันธุ์วรรณนา(ไม่รู้ว่าสะกดถูกไหม) เดิม คำ ethnography แปลว่า งานเขียนพรรณนาที่เกี่ยวกับวิถีชีวิของกลุ่มคน ในงานที่เป็น classic ของ ethnography มักถูกวิจารณ์เกี่ยวกับความน่าเชื่อถือของงานเสมอ และไม่จนกระทั่งเกือบต้น ค.ศ.ที่ 20 ที่มีการบัญญัติ รูปแบบของการวิจัยแบบนี้ที่ร่วมสมัยคือเป็นวิธีวิทยาที่มีปรัชญาและระเบียบวิธีของตนเอง ethnography research ตอบคำถามเกี่ยวกับ สังคมหนึ่ง รวบรวมข้อมูลที่ไม่กำหนดโครงสร้างไว้ล่วงหน้า ใช้กลุ่มตัวอย่างเล็กและ ตีความจากพฤติกรรมของคน การรวบรวมข้อมูลใช้การสังเกตแบบมีส่วนร่วม ในเวลาขั้นต่ำประมาณ 6 เดือนสำหรับการใช้ ethnography research ในสาขาจิตวิทยา( แต่สาขามานุษยวิทยาใช้เวลาเป็นปี) ความสัมพันธ์ระหว่างนักวิจัย และผู้ให้ข้อมูลหลักมีลักษณะที่สรุปได้ว่า ต้อง polite not friendship , ต้องcompassion not sympathy, ต้อง respect no belief , ต้อง understand not identification , ต้อง admiring not love นักวิชาการในยุคclassicอาจกล่าวถึง ethnography เป็นวิธีการลงชุมชน ประเภทของ Ethnography life history, memoir, narrative ethnography, auto ethno, fiction, applied ethno, ethno decision modeling

การเลือกหัวข้อวิจัยที่เหมาะกับ ethnography ผู้วิจัยต้องตอบให้ได้ว่า อะไรเป็นแรงจูงใจให้ทำเรื่องนี้ ทำไมต้องเป็นสถานที่แห่งนี้ ชุมชนแห่งนี้ ทำไมต้องเป็นกลุ่มนี้ ข้อมูลที่เก็บ ประกอบด้วย สาระเกี่ยวกับวัฒนธรรมทั้งที่เป็น ความคิด คุณค่า พฤติกรรม
ในแง่ของ epistemology นั้น นักวิจัยต้องคิดว่าความรู้(knowledge)ในเรื่องนี้เป็นอะไร เป็นความเห็นความเชื่อของคนและพฤติกรรมที่เกี่ยวข้องกับการทำงานร่วมกับคนอื่น การทำงานเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมเหล่านี้ หรืออะไรอื่น แล้วเราจะรู้เรื่องนี้ได้อย่างไร GT ใช้อภิทฤษฏี หลักคือ symbolic interactonismขณะที Ethnographyใช้ symbolic interactionism ได้เช่นเดียวกับ และ Phenomenology ใช้ปรัชญาของด้านPhenomenology เป็นหลัก

ในการเลือกระหว่าง 3 วิธีนี้ความแตกต่างอยู่ที่ ความสัมพันธ์ระหว่างนักวิจัยกับ ผู้ที่มีความรู้ เช่นกรณีนี้ นักวิจัยต้องหาความจริงจากคนที่อยู่ในกลุ่มตัวอย่าง ผู้ให้ข้อมูลหลัก เช่น ผู้ที่ประสบความสำเร็จในการใช้แนวคิดการท่องเที่ยวเพื่อความยั่งยืน หรือ การท่องเที่ยวบนฐานเศรษฐกิจพอเพียง ผู้วิจัยมีระดับของความเป็นคนใน หรือนอก มากน้อยเพียงใด ใน ethnography นักวิจัยต้องเป็นส่วนร่วมในกระบวนการทางสังคมของกลุ่มชนที่ต้องการเก็บข้อมูล ในPhenomenology ผู้วิจัย ยิ่งต้องเป็นผู้เป็นเจ้าของประสบการณ์( First person experience )แต่ใน GT มี2แนว แนวดั่งเดิม Glaser เน้นให้นักวิจัยเป็นอิสระจากความรู้ความจริงขณะที่ในยุคต่อมา Strauss ให้ผู้วิจัยตีความจากประสบการณ์
ดังนั้นผู้วิจัยต้องแสดงจุดยืนว่าความรู้ในการวิจัยนั้นคืออะไร และนักวิจัยจะมีระดับความสัมพันธ์กับสิ่งนั้นมากน้อยแค่ใด

ในแง่ของ methodology จะเห็นว่าใน GTใช้ข้อมูลจาก การสัมภาษณ์ การfocus group การสังเกต และวิธีการอื่นๆ การวิเคราะห์ข้อมูลใช้ constant comparison, theoretical sampling, และอาจมีconditional matrix ในขณะที่ phenomenology ใช้ dialogue การสัมภาษณ์ การวิเคราะห์โดย bracketing, imagination variation และ ethnography ใช้การสังเกต การวิเคราะห์ข้อมูลใช้การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพ ได้แก่ theme analysis การยืนยันความน่าเชื่อถือ และreliability ก็มีลักษณะเฉพาะที่สอดคล้องกับวิธีการที่ใช้

ดังนั้นการผสมผสานวิธีวิทยาก็ทำได้ แต่ต้องอธิบายว่าคำถามการวิจัยแต่ละคำถามคืออะไร และ Ontology epistemology Methodology มีความสอดคล้องกลมกลืนกันอย่างไร แล้วเมื่อเรามีความเข้าใจ มีที่มา มีหลักฐาน แล้วท่านอื่นจะว่าอย่างไร ก็ต่อมาแลกเปลี่ยนกัน เพื่อให้เข้าใจตรงกัน


วันพฤหัสบดีที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2553

ถามเองตอบเอง ในเรื่อง phenomenology

คำถามแรก
การทำวิจัยโดยปรัชญาและวิธีวิทยาของ Phenomenology นั้น เป็นการศึกษา เกี่ยวกับ consciousness of it object= ปรากฏการณ์ หมายความว่า เป็นการศึกษาความตระหนักรู้ตัวของผู้ที่มีประสบการณ์นั้น เช่น ถ้าศึกษาเกี่ยวกับปรากฏการณ์ของการเผชิญกับภูเขาไฟระเบิด ก็ต้องเป็นการศึกษาจากผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์นั้น
ที่นี้เรามาดูว่า ผู้วิจัยเป็นผู้ศึกษาปรากฏการณ์นี้จากความตระหนักรู้ของผู้วิจัย หรือถ่ายทอดจากความตระหนักรู้ของผู้อื่น ถ้าเรามองกลับไปที่อดีตของแนวคิด นักปรัชญาได้แก่ Hegel ศึกษาเกี่ยวกับจิตวิญญาณ ตัวเขาเองเป็นผู้ที่ศึกษาและตีความปรากฏการณ์นี้เอง Husserl เขียน logical Investigation ที่เล่มหนึ่งเป็น การศึกษา the nature of act and expression เล่มหก phenomenology and the theory of knowledge ซึ่งได้รับการพูดถึงว่า การศึกษาทั้งหมดนี้เป็นการวิเคราะห์สังกัปที่สำคัญ ในยุคของ Heidegger ที่เขียน Being in Time ก็เป็นการศึกษา ที่อธิบายสังกัปที่เกี่ยวข้องกับ แก่นของการมีอยู่ของมนุษย์( existence) ก็เป็นการอธิบายเชิงวิเคราะห์สังกัปหรือแก่นที่สำคัญ
ข้อสังเกตคือการวิจัยไม่มีการแสดงวิธีการเก็บข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูลในลักษณะของ empirical research
ดังนั้นการศึกษาของพฤติกรรมศาสตร์ ณ มศว. ที่ต้องเน้นการแสดงความชัดเจนของ methodology ได้แก่ตัวอย่าง การเก็บข้อมูลการวิเคราะห์ข้อมูล ดังนั้นเราจะเรียกการศึกษาของเราว่าเป็น วิธีวิทยาแบบใดจึงจะเหมาะสม empirical phenomenology หรือไร แล้วความเป็น Phenomenology ของเราอยู่ตรงไหนของ Heidegger ที่ ontology ที่ epistemology หรือ methodology
ประเด็น ontology: เราศึกษาเกี่ยวกับ dying ซึ่งเราเชื่อว่า ความจริงเกี่ยวกับเรื่องนี้ มีทั้งที่เป็นวิทยาศาสตร์ เช่น การหายใจที่ชีพจรช้าลง ความดันเลือดต่ำ และอื่นๆ และในทางที่มิใช่สิ่งที่จับต้องได้ ได้แก่ ความคิด ความรู้สึก และการตระหนักรู้ของร่างกาย(body awareness) ที่เป็นความรู้ที่สำคัญ ของ dying ที่จำต้องศึกษาตามแนวของ Phenomenology เพราะเป็นการศึกษาเกี่ยวกับ consciousness of dying
ประเด็น epistemology ความจริงของเรื่องนี้อยู่ที่ใดบ้าง สำคัญที่สุดคือผู้ที่กำลังจะตาย เพราะเขามี self awareness of dying คนเฝ้าไข้ หมอ พยาบาล มีความจริง เกี่ยวกับ self awareness of being with the dying ถามว่าทั้งสองนี้เป็นคนละปรากฏการณ์ใช่หรือไม่ จะเป็น concept ของ phenomenology ในเรื่อง one in many ใช่หรือไม่ อันนี้ยังไม่แน่ใจ เพราะ 0ne in many น่าจะเป็นการมองของคนเดียวกัน แต่มองในมุมที่ต่างกัน เช่นมองในมุมที่ตัวเองเป็นแม่ นองในมุมที่ตัวเองเป็นภรรยา มองในมุมที่ตัวเองเป็น พุทธศาสนิกชน เป็นต้น ดังนั้นการเก็บข้อมูลจากหลายฝ่ายประเด็นนี้เราต้องการเก็บข้อมูลจากใครในประเด็นใดเพื่ออะไรควรต้องจำแนกในใจของผู้วิจัยให้ชัดเจน
ประเด็น methodology แล้วเราจะทำการศึกษาอย่างไร จึงจะสอดคล้องกับความจริงข้างต้น การเริ่มจากการให้ผู้ตายได้พูด ความคิด ความรู้สึก ความตระหนักรู้ด้านร่างกายของตน(co-researchers)และผู้วิจัย(research) เป็นผู้จดบันทึกและตีความด้วยวิธีของ Phenomenology ได้แก่ เทคนิค bracketing ที่มี 3 ระดับ imaginative variations หรือ horizontalization นั้นนำมาใช้อย่างไร
เมื่อผู้วิจัยมีความเข้าใจอย่างชัดเจนและอธิบายได้ว่าความเป็น phenomenology อยู่ที่ใดก็คงเป็นสิ่งที่นักวิจัยได้ทำหน้าที่ในเชิงจรรยาบรรณของตัวเองแล้ว

วันอังคารที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2553

phenomenological inquiry in Psychology

Existential-phenomenology in psychology
Phenomenology และ Existentialism ปรากฏเป็นรากฐานของการทำวิจัยที่เก็บข้อมูลจริง มิใช่เชิงปรัชญา ในสาขาจิตวิทยาประมาณกว่า 20 ปีมาแล้ว เริ่มมาจากการให้ความหมาย Phenomenological Psychology ว่า เป็นการศึกษารากฐาน(fundamental)ของปรากฏการณ์ทางจิตวิทยา โดยใช้ความคิด ความเห็นของผู้เป็นเจ้าของปรากฏการณ์นั้น (1960) และให้ความหมายของ Existential-phenomenology in psychology ว่าเป็นการศึกษาที่ประยุกต์วิธีการของ Phenomenology ในการศึกษาเกี่ยวกับการมีอยู่ ชีวิต ของบุคคล
ความแตกต่างของวิธีการนี้จากวิธีการของนักปรัชญา คือมีการบ่งบอกข้อมูลและขั้นตอนของการวิเคราะห์ให้เห็นในเชิงประจักษ์ ซึ่งแนวปรัชญาไม่ทำ อันนี้ อจ.ก็พบเห็นในเรื่อง Sickness unto death

คำถามวิจัย
1. แก่น(ส่วนที่สำคัญและจำเป็น)ของการมีจิตวิญญาณองความเป็นครูคืออะไร
2. มีเงื่อนไขใดบ้างที่เกี่ยวข้องกับการที่ครูให้ความหมายของจิตวิญญาณครู
ขั้นตอน
1. กำหนดปรากฏการณ์ที่จะศึกษาและตั้งปัญหาและคำถามวิจัยในขั้นแรกผู้วิจัยอาจเก็บข้อมูลเพื่อตรวจสอบว่าจะมีข้อมูลที่สามารถนำมาวิเคราะห์หรือไม่ โดยการคัดเลือกผู้ร่วมวิจัยแล้วลองถามคำถาม
1)ท่านรู้สึกอย่างไรเมื่อมีคนกล่าวว่าท่านมีจิตวิญญาณครู
2)คิดถึงสถานการณ์ที่ท่านรู้สึกว่าท่านมีจิตวิญญาณให้อธิบายสถานการณ์นั้นๆ
2 . รวบรวมข้อมูล ที่เป็นการพรรณนาของผู้ร่วมวิจัย(ตัวอย่าง) และจากประสบการณ์ของผู้วิจัย เช่นให้ผู้ร่วมวิจัยเขียนพรรณนาในประเด็นก่อน แล้วผู้วิจัยใช้การสนทนาเพื่อขยายความ
3. วิเคราะห์ข้อมูลและตีความในประเด็น โครงสร้าง ความหมาย ความเข้ากัน การเกาะกลุ่มกันในบริบทต่างๆ การวิเคราะห์ตอบคำถามต่อไปนี้
1)ข้อมูลนี้แสดงถึงการมีจิตวิญญาณในลักษณะใด
2)ตัวอย่างที่เห็นนี้เป็นปรากฏการณ์ทั่วไป และแก่นของข้อมูลคืออะไร
เทคนิคที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลก็ประกอบด้วย bracketing imaginary variation เป็นต้น
4. นำเสนอผลการวิจัยให้กับผู้ร่วมวิจัย และผู้เชี่ยวชาญในเรื่องนั้นๆ
ลองไปหาหนังสือ phenomenological inquiry in psychology
Edit by Ron Valleประมาณปี 1997
สำหรับหัวข้อวิจัยที่น่าสนใจมีดังนี้
1.เอกลักษณ์แห่งตนของนักศึกษาครูใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ก่อน ระหว่างการและหลังการฝึกปฎิบัติการสอน
2. ความรู้สึกได้รับความรักอย่างไม่มีเงื่อนไขของเด็กที่ประสบความสำเร็จในการเลิกใช้ยาเสพติด
3. จิตวิญญาณของอาสาสมัครงานบำบัดยาเสพติดในชุมชน
4. การเพิ้่มพลังการทำงานในองค์กรการกุศล หรือองค์กรอื่นๆก็เป็นไปได้